ค้นหาทุกเรื่องราว..ได้ที่นี่

Custom Search

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

5 ไลฟ์สไตล์ของผิวใสสุขภาพดี


สิ่งที่ทำเฉพาะกิจ ย่อมไม่มีประสิทธิผลเท่าสิ่งที่ทำเป็นประจำ ดังนั้น การดูแลความสวยงามและสุขภาพผิวที่ดี จึงควรต้องทำในทุกวันอย่างสม่ำเสมอ และนี่คือ 5 ไลฟ์สไตล์สะดวกสบายที่ WP นำมาฝากค่ะ ถ้าปฏิบัติได้เป็นกิจวัตร รับรองว่าผิวของคุณจะใส เปล่งประกายออร่าได้ยิ่งกว่าเซรั่มทรีตเมนต์หลอดละสามหมื่นแน่นอน อ่านแล้วทำเลย


1. กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ

กินอาหารอุดมวิตามินเอ เช่น นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม ตับ ฟักทอง แครอท ผักบุ้ง ตำลึง อาหารพวกนี้นอกจากจะช่วยทำให้ผิวสวยแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายอีกด้วย

กินอาหารอุดมด้วยวิตามินซี เช่น ผักผลไม้ทั้งหลาย วิตามินซีในผักผลไม้จะช่วยทำให้ผิวหนังยืดหยุ่น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

กินอาหารอุดมด้วยวิตามินอี เช่น จมูกข้าวสาลี ธัญพืชต่างๆ วิตามินอีจะช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน ป้องกันแผลเป็น

กินน้ำมันปลา ซึ่งมีกรดไขมันโอเมก้า-3 จะช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูมีสุขภาพดี ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

กินวิตามินเอ ซึ่งดีต่อสุขภาพของผิวหนังและการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายและสายตา ถ้าขาดวิตามินเอ ผิวหนังจะแข็ง และเป็นเกล็ดฝอยไปอุดต่อมน้ำมัน และต่อมเหงื่อ วิตามินเอที่ควรกินมีอยู่ 2 ชนิด คือ แคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย พบอยู่ในอาหารที่มีสีส้มสดและสีเหลือง ได้แก่ แครอท มะเขือเทศ และผักใบเขียว อีกชนิดคือ เรตินอล มีอยู่ในน้ำมันตับปลา ไข่ นม และเนย

กินธาตุสังกะสี ปกติในผิวหนังมีปริมาณธาตุสังกะสีค่อนข้างสูง แต่เมื่อร่างกายเจริญเติบโตเข้าวัยหนุ่มสาวก็ยิ่งต้องการธาตุสังกะสีมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การกินอาหารที่มีสังกะสีป็นประจำจึงช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน การซ่อมแซมเนื้อเยื้อ และเสริมสมดุลการทำงานในระบบฮอร์โมนต่างๆ ของร่างกายได้ครบถ้วน ควรกินอาหารที่มีโปรตีน เช่น หอยนางรม เนื้อวัว ตับวัว ขาไก่

กินอาหารที่มีกากใย เช่น ข้าวกล้อง เมล็ดธัญพืช ผักและผลไม้ก็ช่วยให้การขับถ่ายดี ลดน้ำตาลในเลือดอันเป็นสาเหตุของสารพัดโรค ลดปริมาณอาหารที่มีไขมันสูง ลดอาหารที่มีรสเค็มจัด และพยายามดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุด เพราะอาหารเหล่านี้จะเพิ่มความดันของเลือดให้สูงเกินปกติ อันจะส่งผลต่อระบบสมดุลผิว

2.ทำอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ

ถ้าอารมณ์หงุดหงิด โกรธง่าย จะทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดไม่ดี ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่อยากอาหาร ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้สุขภาพผิวแย่ไปด้วย

3.พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ 8-10 ชม. ช่วยให้ผิวได้รับการซ่อมแซมในระหว่างหลับอย่างเต็มที่ การพักผ่อนยังรวมถึงการผ่อนคลายในรูปแบบต่างๆ ด้วย เช่น การเล่นโยคะ บริหารร่างกาย นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ

4.ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จะช่วยให้โลหิตนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยขับถ่ายพิษหรือของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อ ผิวพรรณจึงดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีเลือดฝาด เพื่อผิวและสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ควรหาเวลาออกกำลังให้สม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันละ 20 นาที

5.ดูแลความสะอาดของผิวพรรณ

การอาบน้ำอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะ (ประมาณ 38 องศาเซลเซียส) จะช่วยทำความสะอาดผิวหนังได้ดีมาก และยังกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัดเป็นเวลานานเกินไป เพราะอาจทำให้อ่อนเพลียได้ง่าย สำหรับสบู่ที่ใช้ทำความสะอาดผิวควรมีค่า pH5 หรือน้อยกว่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำชนิดโฟม เพราะทั้งสบู่ที่มีฤทธิ์แรงและโฟมจะทำลายไขมันตามธรรมชาติที่เคลือบอยู่บนผิว ทำให้ผิวแห้ง หลังอาบน้ำยังควรต้องทาครีมบำรุงผิวให้ทั่วตัว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

วีธีรักษาอาการปากแห้ง


ในช่องปากเรามีน้ำลายหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ต่อมน้ำลายทำหน้าที่ผลิตน้ำลายออกมาเพื่อย่อยอาหาร คลุกเคล้าและหล่อลื่นให้อาหารกลืนได้ง่าย นอกจากนี้น้ำลายยังทำให้เยื่อบุในช่องปากชุ่มชื่นตลอดเวลา หากมีสภาพผิดปกติทำให้น้ำลายไหลน้อยลง เราจะรู้สึกอาการปากแห้งมีภาวะผิดปกติไปจากที่เป็นทำให้รู้สึกหงุดหงิด และมีผลข้างเคียงหลายๆ อย่าง

การปล่อยทิ้งให้มีอาการปากแห้งนานๆ อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราในช่องปากได้ง่ายขึ้น

ฟันผุและโรคเหงือกอักเสบในช่องปาก
รู้สึกแสบๆ ร้อนๆ ในช่องปาก
มีกลิ่นปาก หรือทำให้กลืนลำบาก ฝืดคอ
หากมีฟันปลอมแบบถอดได้ การที่ปากแห้งมีผลให้การใส่ฟันปลอมหลวมและใส่ไม่ค่อยสบาย

อะไรเป็นสาเหตุให้ปากแห้ง

ที่พบบ่อยคือ การใช้ยาบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ antihistamine ยาลดน้ำมูก คัดจมูก(De Congestant) ยาแก้ปวด ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยาลดอาการซึมเศร้า โดยข้อเท็จจริงแล้วมียามากกว่า 400 รายการที่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง การใช้ยาจึงควรศึกษาใบกำกับยา หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ปากแห้งอาจเกิดจากการฉายแสงในการรักษามะเร็งที่ศีรษะ ในช่องปาก ใบหน้า ลำคอ ต่อมน้ำลาย เพราะผลจากรังสีทำให้การไหลของน้ำลายลดน้อยลงอย่างเด่นชัด

คนที่เป็นโรคเบาหวาน
การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ หรือวัยหมดประจำเดือน

สาเหตุเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้การไหลเวียนของน้ำลายน้อยลง

จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้อย่างไร

เคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาล
จิบน้ำบ่อยๆ
ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีแอลกอฮอล์
งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และน้ำอัดลมทั้งหลาย

คนที่มีอาการปากแห้งบ่อยๆ ควรพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพในช่องปาก ฟัน เหงือก และควรมีข้อมูลการใช้ยา และโรคประจำตัวที่เป็น เพราะจะช่วยให้การวิเคราะห์หาสาเหตุแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น
การดูแลรักษาสุขภาพในช่องปากสำหรับคนที่ปากแห้งน้ำลายไหลน้อยคงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากธรรมดา เพราะการไหลของน้ำลายช่วยให้อาหารถูกคลุกเคล้าและกลืนได้ง่าย น้ำลายจะช่วยผลักอาหารให้ไหลลื่น มากกว่าที่จะเกาะติดกับตัวฟันและเหงือก ในรายที่ปากแห้งมากๆ การเกาะติดของอาหารที่ฟันและเหงือกก็เพิ่มมากขึ้น และการกลืนจะทำได้ลำบากมากขึ้น การเกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบก็ทวีขึ้นเช่นกัน

เราจะดูและฟันและเหงือกอย่างไร

แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอหลังอาหารทุกครั้ง
อย่าลืมใช้ Dental floss ทุกครั้งที่แปรงฟัน ขจัดคราบอาหารที่ติดตามซอกฟัน
ใช้แปรงซอกฟัน
ทันตแพทย์อาจเคลือบฟลูออไรด์เพิ่ม
อมน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์แต่ไม่มีแอลกอฮอล์


อย่าลืมว่า การที่มีริมฝีปากแห้งนอกจากจะสร้างความหงุดหงิดแล้วยังมีผลต่อสุขภาพฟันและเหงือกอย่างมาก หากเรารู้สภาพ เพิ่มความเข้มงวดในการทำความสะอาดฟันมากขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้สุขภาพฟันดีและอยู่ให้ยาวนานได้ไม่ยุ่งยากเลย

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ต้องปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้มีสุขภาพช่องปากที่ดี

การรักษาสุขภาพช่องปากให้ดีอยู่เสมอนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรทำอยู่เสมอ การที่คุณมีสุขภาพปากและฟันที่ดีนั้นจะช่วยให้คุณพูดด้วยความมั่นใจ และเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดีขึ้นด้วย


การดูแลที่คุณจะทำได้ทุกวันก็คือ การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความ
สะอาดช่องปาก ซึ่งก็จะช่วยลดหรือหยุดยั้งปัญหาในช่องปากได้
• แปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงและใช้ไหมขัดฟันวันละ 2 ครั้ง
• รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อเหงือกและฟัน ลดการบริโภคขนมขบเคี้ยว
• ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์
• ใช้น้ำยาบ้วนปากเมื่อทันตแพทย์แนะนำให้ใช้
• ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ หรือรับประทาน
สารฟลูออไรด์หากว่าอาศัยอยู่ในท้องถิ่นที่ห่างไกล

สำหรับการแปรงฟันที่ถูกต้องนั้นมีวิธีการคือ
• วางแปรงให้ทำีมุม 45 องศากับเหงือก และแปรงให้โดนส่วนของฟันเท่านั้น
หลีกเลี่ยงการถูแปรงสีฟันกับเหงือก
• แปรงด้วยน้ำหนักพอเหมาะ ให้ทั่วถึงทุกด้านของฟัน และเป็นจังหวะสั้นๆ
• ห้ามลืมแปรงลิ้นด้วยเพื่อขจัดแบคทีเรียต่างๆ


การใช้ไหมขัดฟันที่ถูกต้องมีวิธีการดังนี้
• ไหมขัดฟันที่ใช้แต่ละครั้งควรยาวประมาณ 30 – 45 เซนติเมตร
• ถูไหมขัดฟันไปตามส่วนโค้งของฟัน
• ต้องไม่ลืมทำความสะอาดตามร่องฟัน แต่ไม่ควรถูไหมขัดฟันกับเหงือก



เคล็ดลับดีๆ เหล่านี้เมื่อคุณนำไปปฏิบัติตาม คุณจะมีสุขภาพปากและฟันที่ดีอย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อาหารคู่ใจนักไดเอท

อาหารที่ให้พลังงานและสารอาหารสูง แถมยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วย จึงเหมาะที่นักไดเอทจะพกไว้เป็นเสบียงคู่ใจเพื่อต่อสู้กับความหิวที่จะมาเยือนเวลาเราลดน้ำหนัก


1. ลูกเกด

ลูกเกดมีแมงกานีสที่ช่วยให้ระบบการเผาผลาญอาหารของเราทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้การลดความอ้วนได้ผลและระบบย่อยก็ทำงานเป็นปกติ ส่วนระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของสาวๆ ที่กำลังไดเอทนั้น เจ้าลูกเกดก็จะช่วยให้เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้ไม่หิวบ่อย จะได้ไม่ต้องกินอะไรเพิ่ม



2. แอปเปิ้ล
จะไดเอทกี่ทีก็ต้องมีแอปเปิ้ล เพราะมันเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารมาก กินแล้วหนักท้องดีนัก แถมยังไม่หวานจัด แคลอรีต่ำ และมีคุณค่าอาหารเพียบ ดีขนาดนี้ แม้แต่เวลาที่ไม่ไดเอท ก็ไม่ควรมองข้ามแอปเปิ้ลหรอกนะ



3. ลูกพรุน
ลูกพรุนคือสุดยอดแหล่งรวมวิตามิน กินแล้วช่วยให้ผิวสวย เหมาะสำหรับนักไดเอทที่มักจะมีผิวพรรณเหี่ยวแห้ง หน้าตาซีดเซียว นอกจากนี้ลูกพรุนยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ หมดปัญหาเรื่องหน้ามืดตาลายและทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดี น้ำหนักจะได้ลดลงสมใจ


4. ข้าวกล้องและธัญพืชไม่ขัดขาว
ข้าวกล้องจะช่วยให้สาวๆ อิ่มนาน เพราะมันมีเส้นใยสูงมาก ทำให้หนักท้อง ตัดปัญหาเรื่องอยากกินของว่างหรือของจุกจิกทิ้งไปได้เลย ส่วนสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์มากๆ ในข้าวกล้องก็ดีต่อสุขภาพของเรา ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี หมดปัญหาอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง


5. อาหารทะเล
อาหารทะเลในที่นี้ไม่ได้หมายถึง หอยนางรม หรือปลาหมึกที่มีโคเลสเตอรอลสูง แต่ควรจะกินปลาตัวเล็กๆ ปลาทูน่า แซลมอน ปลาซีดีนเท่านั้น สารซีลีเนียม แมกนีเซียม แคลเซียม และสังกะสี ในปลาพวกนี้จะช่วยรักษาความสมดุลของระบบประสาท คุณจะได้ไม่กลายเป็นน้องเอ๋อ สมองเสื่อม คิดอะไรไม่ออกระหว่างที่ลดความอ้วนไง



6. ถั่ว
คนที่ลดน้ำหนักมักจะอารมณ์ไม่ค่อยดี หงุดหงิดงุ่นง่านเห็นช้างเท่าหมูได้ทั้งวัน แต่ถ้าได้กินถั่วจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้ เพราะร่างกายจะได้รับวิตามินบีและแมกนีเซียม ซึ่งช่วยการทำงานของระบบประสาทให้เป็นปกติ แค่นี้ก็ไม่ต้องกลายเป็นแม่หญิงสวยประหารประจำกลุ่มแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทำครีมนวดผมใช้เอง


สูตรครีมนวดผมสูตรนี้เหมาะสำหรับผมแห้งนะคะ เริ่มด้วยการเตรียมน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะและไข่ไก่ 1 ฟองค่ะ


นำน้ำมันมะพร้าวมาผสมลงในไข่แดง (ไข่ขาวเก็บเอาไว้ใช้กับสูตรอื่นๆ ได้ค่ะ) ตีให้เข้ากันแล้วพักไว้ก่อน สระผมด้วยแชมพู จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาชโลมผมให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ 45-60 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้จะช่วยให้ผมนุ่มสลวยสวยเก๋ มีน้ำหนักค่ะ

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความอ้วนเกิดจากอะไร?

ความอ้วนเกิดจากอะไร?



1. ความอ้วนที่เกิดจากสาเหตุภายนอก อันเนื่องมาจากตามใจปากมากเกินไป
กินมากเกินความต้องการของร่างกาย อาหารที่คุณกินเนื้อ ไขมัน หรือแป้ง
สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ถ้ามีมากเกินไปก็จะกลายเป็นไขมัน
พอกพูนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

2. ความอ้วนที่มาจากสาเหตุภายใน พบได้จากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ
เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ทำให้มีไขมันตามบริเวณต้นแขน ต้นขา และ
หน้าท้อง

3. อ้วน เพราะกรรมพันธุ์ในหญิงหรือในชายแล้วใครจะอ้วนกว่าใคร ?
จากการสำรวจโดยทั่วไปผู้หญิงมักอ้วนมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงกินเก่งกว่า แต่ออกกำลังน้อยกว่า
สรุปแล้วผู้หญิงอ้วนมากกว่าผู้ชาย 4 : 1 หญิงและชายที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มักจะอ้วนง่ายเพราะ
คนวัยนี้ยังอยู่ในวัยทำงานมาก กินมากขึ้นเพื่อชดเชยกำลังงานที่ถูกใช้ไป แต่ออกำลังน้อยลง นี่ก็เป็นสาเหตุ
ทำให้อ้วนง่ายมาก

คนมีสุขภาพจิตดี มักมีรูปร่างสมส่วนแข็งแรง บางคนสุขภาพจิตไม่ดี อารมณ์เครียดประจำทำให้เกิด
ความท้อถอย เบื่อหน่าย ขี้เกียจออกกำลังโรคอ้วนก็จะตามมา

สาวน้อยคนที่ชอบหม่ำ ชอบตามใจปากทั้งหลาย จะหม่ำอะไรก็ได้แต่อย่าลืมออกกำลังกายด้วย ไขมันจะได้
ไม่ไปพอกพูนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ลดต้นขาสู่ขาเรียวสวย


ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของขาเรียวสวย เสน่ห์แห่งสรีระอีกส่วนที่ใครๆ ก็ต้องการ ขาจะเรียวสวยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อดู firm อยู่เสมอหรือไม่ หญิงใดได้ฉายา “ขาใหญ่” ย่อมมิเป็นที่ถูกใจอย่างยิ่งยวด มาเริ่มบริหารต้นขากันด้วยท่าต่างๆ ที่คุณสามารถบริหารเองได้ที่บ้านกันดีกว่า

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจสรีระของต้นขา ซึ่งประกอบไปด้วย ต้นขาด้านหน้าเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่มีส่วนในการใช้เดิน ต้นขาด้านข้างเป็นเนื้อ และต้นขาด้านหลังเป็นแหล่งสะสมของไขมัน การที่จะลดต้นขาให้ firm และได้สัดส่วนเรียวงามขึ้นควรจะบริหารทั้ง 3 ส่วนเท่าๆ กัน นอกจากผลที่ได้กับต้นขาแล้ว คุณยังจะได้รับผลข้างเคียงต่อหน้าท้องที่จะลดตามไปด้วยในตัว

ก่อนที่จะเข้าสู่ท่าการบริหารต้นขาคุณจะต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในการ warm up ร่างกายทุกครั้ง เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ



หั ว ใ จ สำ คั ญ ข อ ง ก า ร อ อ ก กำ ลั ง ก า ย

Warm up เพื่อเตรียมความพร้อม ให้ระบบร่างกายทุกส่วนได้เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายให้ค่อยๆ สูงขึ้น จนทำให้โลหิตหมุนเวียนทั่วร่างกาย ออกซิเจนไหลเวียนดี ร่างกายจึงพร้อมออกกำลังกายอย่างปลอดภัย การ Warm up สามารถใช้ความร้อนช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นก็ได้ เช่น อบไอน้ำ เซาว์น่า ระยะเวลาในการบริหารทั่วไปประมาณ 10 นาที

Stretching บริหารเพื่อยืดเอ็น กล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นก่อนที่จะออกกำลังกายได้นานๆ สามารถป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเอ็น และข้อในขณะออกกำลังได้ถึง 80 % ระยะเวลาในการ Stretching ที่พอเหมาะควรจะไม่มากหรือน้อยเกินไป เช่นถ้า warm up 10 นาที ควร Stretching 5 นาที หรือสลับเวลากันก็ได้

Warm down สำหรับคนทั่วไปเพื่อให้หัวใจเต้นช้าลงหลังจากการออกกำลังกาย มาอยู่ที่ระดับปกติ คือประมาณ 120 ครั้ง/นาที ส่วนผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี การ Warm down สามารถทำได้โดยการเดินช้าๆ เพื่อให้ระดับหัวใจเต้นช้าลงมาที่ระดับ 100 ครั้ง / นาที



เ ท ค นิ ค แ ล ะ ท่ า บ ริ ห า ร ต้ น ข า

บางท่าของการบริหารต้นขาแต่ละส่วนมีให้เลือก 2 ท่า คุณสามารถเลือกท่าที่คุณถนัดได้ หรือจะบริหารทุกท่าเลยก็ได้

บริหารต้นขาด้านหน้า 1
1. นอนหงายราบลงบนพื้น สอดมือทั้งสองข้างรองไว้ที่ก้น งอเข่าซ้ายเข้าหาอก แล้วเหยียดขาขวาตรงขึ้นข้างบนอย่างช้าๆ
2. เมื่อเหยียดขาขวาได้สุดแล้ว ให้นิ่ง และหายใจตามปกติ
3. ให้รู้สึกได้ถึงความตึงที่ต้นขาด้านหน้า และด้านหลังของลำขาทั้งหมด
4. กลับสู่ท่าเริ่มต้นใหม่ โดยให้เข่าขวางอเข้าหาหน้าอก แล้วเหยียดขาซ้ายตรงขึ้นข้างบนบ้าง ทำสลับกันเช่นนี้ ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (1 เซ็ท)
5. ควรปฏิบัติ 3 เซ็ท / วัน 3-5 วัน / สัปดาห์



บริหารต้นขาด้านหลัง 1
1. นอนคว่ำหน้าลงบนหลังมือทั้งสองข้าง โดยมีเบาะรองพื้น
2. กดสะโพกให้แนบติดพื้น ขณะเดียวกันก็เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเอาไว้
3. ค่อยๆ งอขาขวาเข้าหาก้นอย่างช้าๆ โดยต้นขาด้านหน้ายังแนบติดกับพื้นเบาะ
4. นิ่งสักครู่ก่อนที่จะลดเท้าลงเหมือนเดิม จะรู้สึกได้กับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังในขณะปลายเท้างอเข้าใกล้กัน
5. สลับขาข้างซ้ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (1 เซ็ท)
6. ควรปฏิบัติ 3 เซ็ท/วัน 3-5 วัน /สัปดาห์



ข้อแนะนำ : ควรควบคุมจังหวะในการบริหารให้สม่ำเสมอ ร่างกายส่วนบนต้องนิ่ง ยกขาขึ้นในแนวตรง ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง กดสะโพกแนบพื้นอยู่เสมอ

บริหารต้นขาด้านนอก 1
1. นอนตะแคงเอียงข้างซ้าย(หรือขวาก็ได้ตามแต่จะถนัด)ลงบนเบาะ ร่างกายอยู่ในแนวเส้นตรง หนุนศีรษะด้วยฝ่ามือด้านซ้าย โดยต้นแขนวางราบยันพื้นไว้
2. มือขวาวางอยู่บนพื้นด้านหน้า เพื่อช่วยพยุงน้ำหนักตัว ขาซ้ายงอเล็กน้อย
3. สะโพกตรง เกร็งกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้
4. ค่อยๆ ยกขาขวาขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่ต้องเกร็งหัวเข่า
5. เมื่อยกได้สูงสุดแล้วให้นิ่งไว้สักครู่ จากนั้นค่อยๆ ลดขาลง แล้วหยุดอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย
6. จะรู้สึกได้ถึงความตึงของต้นขาด้านนอกขณะที่ยกขาขึ้น
7. สลับขาข้างซ้ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (1 เซ็ท)
8. ควรปฏิบัติ 3 ชุด / วัน 3-5 วัน / สัปดาห์



บริหารต้นขาด้านใน 1
1. นอนตะแคงข้างซ้ายบนเบาะ หนุนศีรษะด้วยฝ่ามือด้านซ้าย โดยต้นแขนวางราบยันพื้นไว้
2. งอเข่าขวาชี้ตรงมาด้านหน้า ท่อนล่างทำมุมฉากกับต้นขา โดยวางเข่าขวาบนพื้น หรือยกพ้นพื้นเล็กน้อย
3. ขาซ้ายเหยียดตรง พยายามดึงกล้ามเนื้อจากเท้าขึ้นตามแนวของต้นขา
4. ยกขาซ้ายขึ้นสูงให้เป็นแนวเส้นตรง แล้วลดลง
5. จะรู้สึกได้กับความตึงของต้นขาด้านใน ขณะที่ยกขาขึ้นจากพื้น
6. สลับขาข้างซ็ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง ( 1 เซ็ท)
7. ควรปฏิบัติ 3 เซ็ท / วัน 3-5 ครั้ง / สัปดาห์



ข้อควรระวังหลังออกกำลังกาย และเกิดการเหนื่อยเต็มที่

ห้ามหยุดนิ่งทันที ถ้าต้องหยุดยืนควรขยับเท้าช้าๆ เพื่อให้ชีพจรค่อยๆ เต้นช้าลงทีละน้อย
ห้ามนั่งลงทันที