ค้นหาทุกเรื่องราว..ได้ที่นี่

Custom Search

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ไฟเบอร์สกัดจากเมล็ดแมงลัก กับการลดน้ำหนัก


แมงลัก ( Psylium ) เป็นพืชล้มลุกที่จัดอยู่ในตระกูล Plantaginaceae ที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Plantago psyllium โดยพบว่าเมล็ดของต้นแมงลัก จะมีเยื่อหุ้มเมล็ด ( Husk) ซึ่งจะให้ใยอาหารหรือไฟเบอร์ ที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ถึง 25 เท่าของน้ำหนักตัวเอง และเมื่อดูดซับน้ำไว้แล้ว ไฟเบอร์จากเมล็ดแมงลัก ก็จะมีลักษณะเป็นเยื่อเมือกลื่นที่เรียกว่า Mucillage และส่วนนี้เองที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และโภชนาการอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
ในทางโภชนาการเราสามารถจำแนกชนิดของเส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์ อย่างง่ายๆ ตามลักษณะของการละลายน้ำได้ 2 ชนิด คือ

1. ไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ( Soluble fiber ) ซึ่งเมื่อไฟเบอร์นี้ละลายน้ำ จะมีลักษณะเป็นเจลขึ้น ซึ่งจะเกาะติดกับโมเลกุลของไขมัน จากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้เป็นอย่างดี ทำให้ป้องกันการดูดซึมไขมันเข้าสู่กระแสเลือด และไฟเบอร์ชนิดนี้ก็จะนำพาสารอาหารที่ติดอยู่ขับออกไปทางอุจจาระ จึงช่วยลดระดับไขมันและน้ำตาลในคนไข้ที่มีปัญหาได้ดี และทำให้น้ำหนักตัวค่อยๆ ลดลงอย่างปลอดภัย

2. ไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำได้ ( Insoluble fiber ) ไฟเบอร์ชนิดนี้จะมีการทำงานคล้ายๆ ฟองน้ำ ( sponge) โดยจะทำการดูดน้ำไว้กับตัวเองทำให้พองตัว ถ้าหากรับประทานไฟเบอร์ชนิดนี้เข้าไป ก็ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง เพราะรู้สึกอิ่มแน่นท้อง นอกจากนี้ ก็จะส่งผลให้ปริมาณที่ต้องการขับถ่ายมากขึ้น ทำให้เร่งให้อุจจาระเคลื่อนที่ผ่านไปลำไส้ใหญ่ได้เร็วขึ้น จึงป้องกันปัญหาการดูดซึมสารอาหารเข้าร่างกาย และทำให้ลดและป้องกันภาวะท้องผูก

จากประโยชน์ดังกล่าวของไฟเบอร์จากเมล็ดแมงลัก จึงได้มีการนำเมล็ดแมงลัก มาทำการลดน้ำหนัก แก้ไขปัญหาไขมันในเลือดสูง หรือน้ำตาลในเลือดสูง และใช้ป้องกันและรักษาปัญหาท้องผูก ซึ่งมักมีการผสมไฟเบอร์ทั้งสองแบบ

ในสัดส่วนที่แตกต่างกันในแต่ละผลิตภัณฑ ์ แต่ส่วนใหญ่ที่มีขายตามท้องตลาด ก็มักจะประกอบด้วย ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ประมาณ 70-80 % เพื่อป้องกันการดูดซึมไขมันและน้ำตาลเข้ากระแสเลือด และ ไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ ประมาณ 20-30 %

เพื่อช่วยทำให้อิ่มเร็วขึ้นและเร่งการขับถ่าย มิให้ท้องผูก เพื่อแก้ปัญหาสารตกค้างในลำไส้ ทีอาจก่อให้เกิดมะเร็ง และแก้ไขปัญหา ริดสีดวงทวาร ในคนที่ขับถ่ายได้ลำบาก

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ลดความอ้วนแบบนับ 1 2 3


"ความอ้วนเป็นปัญหาของผู้คนจำนวนมากในบ้านเรา ผู้ที่ให้ความสำคัญกับรูปร่างโดยเฉพาะผู้หญิง ดูจะห่วงเรื่องนี้เป็นพิเศษ ความอ้วนทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลายอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน การรักษาความอ้วน มีหลายวิธี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การผ่าตัด และการใช้ยาเป็นวิธีหลักๆ ที่ใช้มากมียาใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเรื่อยๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึง การออกกำลังกายและการรับประทานอาหารยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับการลดความอ้วนระยะยาว"

ความอ้วนกับโรคภัยไข้เจ็บ
การมีน้ำหนักมากเกินมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นครับ หมายความว่า คนอ้วนตายมากกว่าคนผอมและยังสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อการตายที่สูงขึ้นของโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวานอีกด้วย

ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ไม่น้อย ที่เกี่ยวกับ น้ำหนักตัวมากเกินไป คนอ้วนมีโอกาสที่จะมีโคเลสเตอรอลในเลือด สูงกว่าคนผอมถึง 50% และยังมักมีไขมันชนิดอื่นสูงอีกด้วย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันก็ชอบคนอ้วนครับเป็นมากกว่าคนผอม หรือคนไม่อ้วนแยะทีเดียว โรคเบาหวานก็เป็นอีกโรคที่ชอบความอ้วน อ้วนปานกลางจะทำให้เป็นโรคเบาหวานสูงถึง 5 เท่า ถ้าอ้วนมาก จะเป็นเบาหวานสูงขึ้น 10 เท่าเลยล่ะ

สำหรับผู้ชายอ้วนมีโอกาสตายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็ง ต่อมลูกหมากสูงกว่าคนไม่อ้วน ในผู้หญิงอ้วนก็มีโอกาสเสียชีวิตสูง จากมะเร็งของโพรงมดลูก, ถุงน้ำดี, ปากมดลูก, รังไข่ และมะเร็งเต้านมครับ

คนอ้วนโดยทั่วไปจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดโรคของถุงน้ำดี, โรคปอด, โรคเกาต์, มะเร็ง และโรคข้ออักเสบ ครับ เรียกว่า รับเลอะเลยทีเดียว สิ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือ การเสียเงินเสียทองเยียวยารักษา เป็นภาระอันหนักอึ้งแสนสาหัสของครอบครัวและของรัฐบาลด้วย

สาเหตุของความอ้วน
คนอ้วนส่วนใหญ่อาจเรียกได้ว่า "อ้วนเอง" คือ ไม่ได้มีโรค อันเป็นเหตุให้อ้วนโดยตรง นอกเหนือจากการกินเข้ามามากกว่า การใช้ออกไป มีน้อยมากครับที่อ้วนจากโรค เช่น โรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด, โรคทางพันธุกรรม, อ้วนจากยาหรือจากโรคของระบบประสาท
ปัจจุบันเราถือว่า การอ้วนเป็นภาวะอันเกิดจาก หลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธ์, วัฒนธรรม, สังคม, เศรษฐกิจ, พฤติกรรม และปัจจัยด้านสถานการณ์รอบด้านครับ

แนวทางแก้ไขความอ้วน
คงต้องยอมรับครับว่า การลดความอ้วนให้ได้ผลระยะยาวนั้น เป็นเรื่องยาก ตัวแปรหลักอยู่ที่ตัวผู้อ้วนเอง ไม่ใช่หมอ สำหรับหมอ เราก็ถือว่า ความอ้วนก็เช่นเดียวกับเบาหวานหรือความดันสูง คือ เป็นโรคเรื้อรัง หายขาดยาก ได้แค่บรรเทา คือ คุมไว้อย่าให้กำเริบ
และก็ยังเหมือนกับโรคเรื้อรังอื่น ตรงที่ไม่สามารถแก้ไข ได้โดยรวดเร็ว จะว่าไปแล้วก็ยังไม่มีวิธีรักษาที่ถูกใจคนไข้เลย เพราะคนไข้จะพอใจก็ต่อเมื่อต้องได้ผลดี คือ ผอมเร็ว และผอมนานไม่กลับมาอ้วนอีก

ในทางทฤษฎีแล้วจะต้องเผาผลาญพลังงานไปถึง 3500 กิโลแคลอรี่ จึงจะลดไขมันลงไปได้ 1 ปอนด์ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่ควรลดน้ำหนักลงเร็วกว่า 1-2 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เห็นไหมล่ะครับว่า จะลดน้ำหนักกันเร็วๆ ไม่ได้ไม่ควรทำ และโรคอ้วนนี่ก็ชอบกลับมา เป็นซ้ำเป็นซากอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมหายขาดซะที


ตารางที่ 1 รวบรวมกิจกรรมที่ใช้กันบ่อยเพื่อลดน้ำหนัก


รวบรวมกิจกรรมที่ใช้กันบ่อยเพื่อลดน้ำหนัก
วิธีลดน้ำหนักที่ใช้กันมาก

กิจกรรมผู้ใหญ่ : วัยรุ่น :
ชั่งน้ำหนักตัวเองสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย
เดินออกกำลัง อดอาหารบางมื้อ
ดื่มเครื่องดื่มคุมน้ำหนัก ใช้ยาลดน้ำหนัก
กินเกลือแร่ วิตามิน
คำนวณแคลอรีที่กิน
อดอาหารบางมื้อ
ใช้อาหารลดน้ำหนักที่มีขาย
ใช้บริการของโปรแกรมลดน้ำหนัก
ใช้ยาลดน้ำหนัก

ผู้หญิงดูจะใช้มากเป็นพิเศษ วิธีที่ใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ยอมรับ ทางการแพทย์ แต่บางวิธีก็ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพหรือไม่

ในบรรดาวิธีต่างๆ ที่ใช้ควบคุมความอ้วน วิธีเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งรวมถึง การปรับเปลี่ยนการกินอาหารนับเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด วิธีใช้ยาดูเหมือนว่าตอนแรกจะลดน้ำหนักได้เร็ว แต่ในระยะยาวแล้ว สู้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เพราะคุมความผอมไว้ได้นานกว่า

การปรับเปลี่ยนอาหารเริ่มจาก การให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสารอาหาร พลังงานจากอาหารและชนิดของอาหารต่างๆ จุดประสงค์เพื่อให้สามารถเลือกรับประทานอาหารได้เหมาะสม, สามารถคิดปริมาณพลังงานจากสารอาหารได้ และรู้หลักของ การจัดอาหารให้สมดุล

ผู้ที่ต้องการควบคุมอาหารมากๆ อาจจำกัดพลังงานอาหาร ให้เหลือเพียง 400-800 กิโลแคลอรีต่อวัน กิจกรรมออกกำลัง มีความสำคัญในการลดน้ำหนักมากครับ เพราะช่วยเร่งการใช้พลังงาน หรือเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ออกไปอีกทางหนึ่ง รวมแล้ว พลังงานแต่ละวันก็จะติดลบ คือ ใช้มากกว่ารับประทานเข้าไป น้ำหนักก็จะลดลงเรื่อยๆ


ตารางที่ 2 แสดงปริมาณพลังงานที่ใช้ในการออกกำลัง ด้วยกิจกรรมต่างๆ ไว้


พลังงานที่ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับผู้ที่หนัก 70 กิโลกรัม

กิจกรรม พลังงานที่ใช้ (กิโลแคลอรี่ต่อนาที)
เดินช้า ๆ 3-6
เดินเร็ว ๆ 6-8
วิ่งช้า ๆ 10-13
วิ่งเร็ว 15-18
ปั่นจักรยานช้า ๆ 4-8
ปั่นจักรยานเร็ว 10-15
กายบริหารเบา ๆ 4
เต้นรำ 5-8
เล่นสเก็ตน้ำแข็ง 6-11
ขึ้นบันไดปกติ 6
ขึ้นบันไดเร็ว ๆ 8-10
ทำความสะอาดบ้าน 4
ว่ายน้ำธรรมดา 6
กวาดสนามหญ้า 5
ตัดหญ้า 5

ถือหลักง่ายๆ ว่า ยิ่งออกแรงมากก็ยิ่งใช้พลังงานมาก ถ้าทำกิจกรรมหลายๆ อย่างผสมกันจะช่วยให้ใช้พลังงานออกไปมากขึ้น

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

โภชนาบำบัดสำหรับผู้ที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง


ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงมักมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง หรือไม่ก็โรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งการรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกันและรักษาภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือดได้ ดังนั้นความเข้าใจถึงแนวทางในการบริโภคอาหารที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างมาก

การบริโภคอาหารเพื่อป้องกันและลดคอเลสเตอรอลในเลือด

1. รับประทานคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม โดยคอเลสเตอรอลมีเฉพาะในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น และจะมีมากในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ และสัตว์น้ำบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณมาก

2. รับประทานอาหารในแต่ละวัน ที่ให้พลังงานรวมแล้วเพียงพอต่อการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยผู้ใหญ่ควรมีดัชนีความหนาของร่างกายประมาณ 20.0-24.9 กิโลกรัม / ตารางเมตร คำนวณจากน้ำหนักตัว หน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง เช่น 50 / (1.5)2 = 22.2 กิโลกรัม / ตารางเมตร

3. หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมากๆ อย่างหมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น

4. รับประทานอาหารที่ให้กรดไขมันไลโนเลอิก (linoleic acid) อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด การที่เรารับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิก ประมาณร้อบละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ เช่น วันหนึ่งต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี ควรได้กรดไลโนเลอิกประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลืองประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เพราะมีการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลที่ตับเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณมีคอเลสเตอรอลสูงในเลือดจากสาเหตุอื่น เช่น กรรมพันธุ์โรคบางชนิด ควรรับประทานยาลดคอเลสเตอรอลและรักษาโรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุให้มีคอเลสเตอรอลสูงในเลือดควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง โภชนาบำบัดจะช่วยส่งเสริมผลการรักษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และช่วยลดปริมาณการรับประทานยาลงได้

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ทำงานบ้านก็ลดความอ้วนได้นะ


คุณรู้หรือไม่ว่าการที่คุณทำงานบ้าน 1 ชั่วโมง สามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 200-250 กิโลแคลอรี่เชียวค่ะ โดยงานบ้านนั้นจะต้องเป็นงานที่เคลื่อนไหวร่างกายตลอดอย่างต่อเนื่องค่ะ เช่นกวาดบ้าน ถูบ้าน จัดข้าวของต่างๆ เป็นต้น


คนที่มีเวลาออกกำลังกายน้อย จึงควรหาเวลาซักผ้าเองด้วยมือ (ไม่ใช้เครื่อง) หรือทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ทุกวัน เริ่มตั้งแต่ทำอาหาร ไปจนถึงการออกไปรดน้ำต้นไม้หรือล้างรถ เป็นต้น ทีนี้ ก็ไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะบอกว่าไม่มีเวลาแล้วนะคะ เพราะงานเหล่านี้เราก็ต้องทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อันตรายจากการอดอาหาร


'คุณมีประสบการณ์อย่างนี้บ้างหรือเปล่า
คุณมีน้ำหนักมากเกินไป คุณเริ่มลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร น้ำหนักคุณลดไป 5 กิโลกรัม คุณรู้สึกพอใจที่คุณลดน้ำหนักได้

หลายเดือนต่อมาคุณพบว่าน้ำหนักคุณเพิ่มขึ้นเท่าเดิมอีกหรือมากกว่า คุณเริ่มลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารอีกครั้ง
แม้ว่าความอ้วนเป็นผลเสียต่อสุขภาพ แต่การที่มีน้ำหนักเปลี่ยนแปลงทีละมาก ๆ ตลอดเวลากลับมีผลเสียมากกว่า จากการศึกษาพบว่าการมีน้ำหนักเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ จะทำให้มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

และมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มสูงขึ้น ผลเสียต่าง ๆ เหล่านี้พบว่าเกิดมาจากการอดอาหารนั่นเอง โดยการอดอาหารจะทำให้ปริมาณไขมันและกล้ามเนื้อของคุณน้อยลง ซึ่งมีผลทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายคุณลดน้อยลงด้วย เมื่อคุณเลิกอดอาหารและกลับมารับประทานอาหารใหม่คุณมักจะทานอาหารมากกว่าเดิม (เป็นผลที่ตามมาจากการอดอาหาร) คุณจึงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาเหมือนเดิม หรือในบางครั้งอาจจะมากกว่าเดิมเลยทีเดียว

วิธีที่จะป้องกันภาวะที่มีน้ำหนักเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลา คือลดน้ำหนักด้วยการเลือกอาหารที่รับประทาน ไม่ใช่อดอาหาร รวมทั้งใช้การออกกำลังกายเพื่อเป็นการใช้พลังงานส่วนเกิน อันจะทำให้คุณมีร่างกายแข็งแรงและมีน้ำหนักคงที่สม่ำเสมอตลอด

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ 'ไขมัน'


'ผู้คนส่วนมากมักจะคิดว่า คาร์โบไฮเดรท (อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคอ้วน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวการร้ายที่ทำให้เกิดโรคอ้วนก็คือไขมันนั่นเอง อาหารพวกคาร์โบไฮเดรท ผักผลไม้ เป็นอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย อาหารเหล่านี้

เปรียบเหมือนเพื่อนของเรา ตราบใดที่คุณสามารถลดอาหารพวกไขมันลงได้ คุณไม่ต้องไปนั่งกังวลกับจำนวนแคลอรี่ต่อวันที่คุณควรจะได้รับมากนัก คุณไม่ต้องอดข้าว แต่สิ่งที่คุณควรจะงดคือ อาหารที่มีไขมันสูงต่างๆ เช่น เนย ครีม มันหมู ส่วนพวกขนมเค็กและไอสครีมก็ไม่ได้ทำให้คุณอ้วนเพราะน้ำตาล แต่กลับทำให้คุณอ้วนจากไขมันที่ผสมอยู่ในนั้น ไขมันที่เป็นตัวการใหญ่ ไม่ใช่น้ำตาล

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นความจริงแน่หรือ คุณอาจจะยังไม่เชื่อ ลองอ่านคำอธิบายนี้ ในคาร์โบไฮเดรทและโปรตีนอย่างละ 1 กรัม จะให้พลังงานอย่างละ 4 แคลลอรี่เท่ากัน ในขณะที่ ไขมันปริมาณ 1 กรัมให้พลังงานประมาณ 9 แคลลอรี่

ดังนั้นถ้าคุณรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก คุณจะมีพลังงานเหลือเก็บสะสมค่อนข้างมาก ลองเปรียบเทียบง่ายๆคือ มันฝรั่งทอดกรอบ(มีไขมันสูง)ที่ขณะนี้กำลังนิยมรับประทานกันเพียง 1 ฝ่ามือ ให้พลังงานเท่ากับ ข้าว 1 จาน

คาร์โบไฮเดรท มีน้ำหนักต่อแคลอรี่ค่อนข้างมาก ดังนั้น การกินคาร์โบไฮเดรทจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มเร็ว คุณไม่มีทางที่จะอ้วนจากการกินคาร์โบไฮเดรทล้วนๆ แต่ถ้าคุณสามารถลดปริมาณไขมันให้ลดลงจาก 35-40 % ให้เหลือเพียง 10 % ของอาหารที่คุณรับประทาน คุณจะสามารถกินอาหารให้มีปริมาณมากขึ้นอีก ประมาณ 30 % โดยไม่เพิ่มปริมาณแคลอรี่ที่คุณจะได้รับ คุณจะรู้สึกอิ่มและสบาย แต่สามารถมีน้ำหนักตัวลดลง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับความอ้วนลงได้

ไขมัน นอกจากจะให้พลังงานมากกว่าอาหารชนิดอื่นแล้ว ไขมันยังถูกเผาผลาญด้วยขบวนการที่ต่างออกไปอีก ร่างกายสามารถเผาผลาญคาร์โบไฮเดรทไปได้อย่างรวดเร็ว และถ้าคุณรับประทานในจำนวนที่เหมาะสมแล้ว คาร์โบไฮเดรทเหล่านั้นจะถูกสะสมในรูปกลัยโคเจนในกล้ามเนื้อเพียง 1 วัน และจะไม่ถูกสะสมเป็นไขมันเลย ในขณะที่ ร่างกายจะเก็บไขมันในอาหารที่ได้รับ ในเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งเนื้อเยื่อเหล่านี้สามารถสะสมไขมันได้ ไม่จำกัดจำนวน การรับประทานไขมันไม่ทำให้รู้สึกอิ่ม

ดังนั้นคุณจึงกินอาหารที่มีไขมันได้เป็นจำนวนมาก และคุณก็จะมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ก็มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน
ถ้าอย่างนั้น คุณไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันเลยจะดีหรือไม่ คุณยังคงต้องรับประทานไขมันอยู่ เพราะไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของการสังเคราะห์กรดไขมันของร่างกาย แต่คุณต้องการพลังงานจากไขมันเพียง 5% เพื่อสร้างกรดไขมันที่จำเป็นของร่างกาย

คุณคงเห็นด้วยแล้วว่าการกินอาหารที่มีไขมันสูง ทำให้เป็นโรคอ้วน และทำให้มีอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคต่างๆ เพิ่มขึ้น แต่บางคนยังสงสัยว่า การกินอาหารไขมันต่ำ จะทำให้ได้ผลในทางตรงกันข้ามแน่หรือ แพทย์ก็คิดถึงปัญหานี้เช่นกัน จึงได้ทำการศึกษา และพบว่า ถ้าเราสามารถลดไขมันในอาหารลงได้ประมาณหนึ่งในสาม น้ำหนักจะลดลงประมาณ 10 กิโลกรัมในหนึ่งปี และอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็งจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับด้านการรักษาสุขภาพลงไปได้มาก

คองามระหง


สาวๆ หลายคนมีใบหน้าที่ขาวใสแล้ว แต่บางคนยังมีลำคอที่ดูดำคล้ำ ทำให้ใบหน้าเราขาวผิดปกติไป นั่นเป็นเพราะเราใส่ใจกับใบหน้าจนลืมดูแลผิวบริเวณลำคอไป ซึ่งผิวบริเวณนี้ค่อนข้างที่จะอ่อน


ดังนั้นทุกครั้งที่เราทาครีมที่ใบหน้าแล้วก็อย่าลืมทาที่ลำคอด้วยค่ะ อย่าปล่อยให้คอดำ หรือเหี่ยวจนเหนียงยานไปเด็ดขาดค่ะ เพราะถ้าหน้าคุณขาวเด้ง แต่คอคุณดำ เหี่ยวจนเหนียงยานแล้วคงดูไม่ดีแน่ๆ ใช่มั้ยคะ อย่าลืมค่ะว่าคอก็สำคัญ

วิธีง่ายๆ ที่จะบริหารลำคอให้เต่งตึงอยุ่เสมอก้คือ ขณะทาครีมหรือโลชั่นใช้มือนวดคลึงเบาๆ บริเวณลำคอ โดยนวดในลักษณะปัดขึ้นจากโคนไปถึงคางค่ะ อย่าทาลงเด็ดขาดนะคะ ทาครีมโดยใช้มือปัดขึ้นเสมอทุกครั้งที่ทาครีม เท่านี้ริ้วรอยต่างๆ ก็จะค่อยๆ ลดลงได้ค่ะ