ค้นหาทุกเรื่องราว..ได้ที่นี่

Custom Search

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ล้างพิษสารเคมีให้เส้นผม


เส้นผมเมื่อได้รับการจัดแต่งทรงผม ได้รับมลพิษมากๆ เข้าก็อาจจะหมักหมมเก็บกักเอาสารพิษไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว เราจะมาล้างสารพิษออกด้วยน้ำส้มสายชูค่ะ


เตรียมน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย และน้ำอุ่น 3 ถ้วยค่ะ นำมาผสมกันแล้วนำมาล้างเส้นผมให้ทั่ว ค่อยๆ ล้างออกทีละหย่อมนะคะ ให้ทั่วศีรษะ สารเคมีที่ตกค้างอยู่บนเส้นผมเช่นพวกสเปรย์ เจล ก็จะถูกขจัดออกให้หมดไป จะทำให้เส้นผมกลับสู่สมดุลและดกดำอีกครั้งค่ะ

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

น้ำตาล....ตัวทำลายผิว

Sugar Free

ถ้าคุณคิดว่าการทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดดปกป้องผิวของคุณได้ ขอบอกเลยค่ะว่าคุณคิดผิด เพราะล่าสุดได้มีการวิจัยของแบรนด์เครื่องสำอางดังหลายแบรนด์ออกมาว่า น้ำตาล ถือเป็นตัวทำลายผิวของเราได้ด้วยเช่นกัน



น้ำตาลเป็นตัวทำลายโครงสร้างอีลาสตินและคอลลาเจนจริงหรือเปล่า

น้ำตาลเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในการทำลายอีลาสตินและคอลลาเจนในผิวเท่านั้น ผิวของคนเรามีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการทำลายผิวอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นอายุ สิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งอาหาร ก็สามารถเป็นสาเหตุของการทำลายโครงสร้างอีลาสตินและคอลลาเจน โดยสังเกตได้จากคนที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีสภาพผิวที่ค่อนข้างกร้านกว่าคนทั่วไป และริ้วรอยที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ชัดมาก เนื่องจากเอนไซม์และน้ำตาลได้เข้าไปทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว




น้ำตาลจะเข้าไปทำลายผิวตั้งแต่เมื่อไร

จริงๆ น้ำตาลจะเข้าไปทำลายผิวตั้งแต่วัยเด็กแล้ว แต่ด้วยกลไกลการทำงานของผิวในวัยเด็กจะถูกทดแทนทันทีหลังจากถูกทำลาย มีกระบวนการซ่อมแซมที่ดีกว่าผิวของผู้ใหญ่



ผิวที่ถูกน้ำตาลทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน จะมีลักษณะอย่างไร

น้ำตาลจะเข้าไปจับคอลลาเจนให้เกิดการแข็งตัว พอแข็งตัวก็จะแตกและเปราะหักง่าย หลังจากอีลาสตินและคอลลาเจนเปราะหักแล้ว ผิวตรงนั้นก็จะเกิดการยุบตัวลง ลักษณะจะเหมือนที่นอนสปริงที่เกิดการหัก เมื่อนอนตรงนั้นก็จะเกิดการยุบตัว ผิวของเราก็เช่นกัน เมื่อคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย ผิวบริเวณนั้นก็จะยุบตัวทันที เมื่อเกิดการยวบตัวลง ถ้ามองจากภายนอก บริเวณนั้นจะเกิดเป็นริ้วรอย และริ้วรอยจะตื้นหรือลึกก็ขึ้นอยู่กับผิวของเราโดนทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินมากน้อยแค่ไหน




เราจำเป็นต้องควบคุมน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน

การควบคุมน้ำตาลจะช่วยในระดับหนึ่งเท่านั้นสำหรับการป้องกันเรื่องริ้วรอย แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะบริโภคน้ำตาลไม่ได้เลย เนื่องจากร่างกายของเรายังต้องการพลังงานจากน้ำตาลเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างพลังงาน เมื่อเราทานข้าว ขนมปัง ก็มีกลูโคส ซึ่งกลูโคสก็จะกลับมาในรูปพลังงานให้เรามีแรง แต่ถ้ารู้สึกกลัว ก็แค่บริโภคให้พอเหมาะกับความต้องการ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นเกราะป้องกัน เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญเป็นผลให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายลดน้อยลง



หันมาบริโภคน้ำตาลเทียมแทนจะช่วยได้หรือเปล่า

การบริโภคน้ำตาลเทียมไม่ได้ช่วยอะไร เพราะถ้าทุกคนยังทานอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ข้าว หรือแม้กระทั่งเส้นก๋วยเตี๋ยว ล้วนแต่ทำมาจากแป้ง ซึ่งกระบวนการย่อยอาหารจำพวกแป้งจะทำหน้าที่เปลี่ยนแป้งให้เป็นกลูโคส กลูโคสถือเป็นหน่วยย่อยเล็กที่สุดของแป้งหรือของน้ำตาลที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่พอมีกลูโคสมากเกินไปในร่างกายและไม่ได้เผาผลาญออกมา กลูโคสก็จะไปจับกับคอลลาเจนและอีลาสติน สุดท้ายก็จะส่งผลต่อผิวได้ในที่สุด



การออกกำลังกายจะช่วยได้หรือเปล่า

การออกกำลังกายถือเป็นเรื่องดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ ยิ่งบริโภคน้ำตาลมากไปเท่าไหร่ควรมีการเผาผลาญโดยการออกกำลังกายมากขึ้นตามด้วย ระยะเวลาในการออกกำลังกายที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เริ่มตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป เพราะช่วงระยะเวลา 15-20 นาทีแรก ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาลก่อน หลังจากนั้นจะใช้จากไขมัน ถือว่าการออกกำลังกายเป็นทางออกที่ดีที่สุดของการปกป้องผิวจากน้ำตาล

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

หน้าเด้งด้วย ฟองเบียร์


สาวๆ ที่อยากให้ใบหน้ามีสีเลือดฝาดล่ะก็ "ยิ้มหวาน" มีวิธีมาฝากนะ ก่อนอื่นต้องไปหาเบียร์มาก่อนนะจ๊ะ ประมาณ 1/2 ถ้วยเล็ก น้ำผึ้งแท้ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วก็ไข่ไก่ 1 ฟอง


จากนั้นก็นำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นให้เป็นเนื้อครีมที่เนียนละเอียด แล้วก็นำเจ้าเนื้อครีมจากฟองเบียร์สดนั่นแหละ มาพอกหน้าที่สะอาดของเราซะ พอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือจะใช้โฟมล้างหน้าที่ใช้เป็นประจำก็ได้ ทำอาทิตย์ละครั้ง ผิวหน้าก็จะกลับมาเต่งตึง และสดใสเปล่งปลั่งอย่าบอกใครเชียว

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เคล็ดลับหุ่นสวย สุขภาพดี สำหรับสาววัยทำงาน



การมีหุ่นสวย ไร้ไขมันส่วนเกิน เป็นสุดยอดปรารถนาของสาวๆ ทั้งหลาย เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ สวมใส่เสื้อผ้าอะไรก็ดูดีแล้ว ยังช่วยให้เราห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ ที่จะตามมาจากภาวะโรคอ้วนอีกด้วย ซึ่งเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรูปร่างให้ดูดี ไร้ไขมันส่วนเกิน คือ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ


สำหรับสาวๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเรื่องน้ำหนักและรูปร่างที่เริ่มมีไขมันพอกพูน การเลือกรับประทานอาหารจำพวก “โฮลเกรน” หรือธัญพืชเต็มเมล็ดเป็นประจำ เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยในการลดน้ำหนักได้



โฮลเกรน เป็นธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด โดยยังคงส่วนประกอบสำคัญของธัญพืชครบถ้วน ได้แก่ เยื่อหุ้มเมล็ด (Bran) เนื้อเมล็ด (Endosperm) และจมูกข้าว (Germ) ด้วยคุณสมบัติพิเศษของ โฮลเกรน ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เมื่อร่างกายรับเข้าไปจะย่อยอย่างช้าๆ ทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน ส่งผลให้ไม่ทานจุบจิบ จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักและยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น อีกด้วย



เพราะโฮลเกรนมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์ วิตามินบี วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องระบบขับถ่าย และช่วยให้ผิวพรรณดีอีกด้วย



นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษายืนยัน การรับประทานโฮลเกรนเป็นประจำช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้จริง จากผลการศึกษาระหว่างปี 1986-2005 ในกลุ่มชายหญิงจำนวนกว่าหนึ่งแสนคน พบว่าคนที่รับประทานโฮลเกรนเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักน้อยกว่าคนที่ไม่ได้รับประทานโฮลเกรน โดยพบว่าน้ำหนักตัวจะลด 0.49 กิโลกรัม หากรับประทานโฮลเกรนปริมาณ 40 กรัม เป็นประจำทุกวัน 1


โฮลเกรน เป็นเทรนด์อาหารสุขภาพที่กำลังได้รับการพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ โดยประเทศต่างๆ ได้ให้ความสำคัญในการหันมารับประทานโฮลเกรนอย่างแพร่หลาย เห็นได้จากข้อแนะนำด้านโภชนาการ
ของประเทศต่างๆ อาทิ My Pyramid, Steps to a Healthier You ของ USDA Dietary Guidelines
ของสหรัฐอเมริกา หรือ Canada’s Food Guide ของแคนาดา แนะนำให้เลือกรับประทานโฮลเกรนที่หลากหลายเป็นประจำทุกวัน Healthy Eating Pyramid ของประเทศออสเตรเลีย ได้ระบุอาหารเช้าที่ทำ มาจากโฮลเกรนเป็นหนึ่งในมื้อสำคัญที่มีการแนะนำให้มีการรับประทานเป็นประจำ เพื่อสุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรง และช่วยป้องกันโรค



สาวๆ สามารถเริ่มต้นรับประทานโฮลเกรน เพื่อให้มีหุ่นสวย สุขภาพดี ได้อย่างง่าย ๆ โดยอาจเริ่มจาก การรับประทานโฮลเกรนเป็นอาหารเช้า ซึ่งในปัจจุบันมีอาหารเช้าที่ทำจากโฮลเกรนให้เลือกหลากหลายชนิด และสามารถเตรียมได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แถมมีรสชาติอร่อย เช่น ขนมปังโฮลวีท หรือ ซีเรียลโฮลเกรน ซึ่งควรเลือกชนิดไขมันต่ำ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เรามีหุ่นสวยและมีสุขภาพที่แข็งแรงไปพร้อมๆ กัน ได้อย่างง่ายๆ เห็นไหมล่ะว่าการลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ….

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

"กาแฟ" ต้านมะเร็ง


หลายคนคงคิดว่า กาแฟ อะไรก๊าน...จะมาต้านมะเร็งได้ ดีแต่จะทำให้เป็น มะเร็ง ซะมากกว่า จริงๆ แล้วการดื่ม กาแฟ นอกจากจะทำให้สมองตื่นตัวแล้ว ยังสามารถช่วยต้านมะเร็งได้ด้วย แต่ทั้งนี้ต้องบอกว่าสงวนไว้ เฉพาะกาแฟพันธุ์ อาราบิก้า เท่านั้นนะจ๊ะ


แล้วที่สำคัญการดื่ม กาแฟ ต้องดื่มตอนร้อนๆ แล้วเปลี่ยนจากการใส่น้ำตาลมาใส่น้ำผึ้งแทน อ้อ...ถ้าจะช่วยในเรื่องของสุขภาพได้ ต้อง ดื่ม กาแฟ สลับกับการดื่มน้ำชา นะจ๊ะ แต่ก็อย่าดื่มทั้ง กาแฟ และชามากจนเกินไป เว้นระยะในการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้บ้าง เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายเราไงจ๊ะ

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กินอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องอดนอน


หนุ่มๆ สาวๆ รู้ดีว่าการอดนอนทำลายสุขภาพและความสดใสมากเพียงใด แต่บางครั้ง โดยเฉพาะช่วงสอบหรือต้องทำงานให้เสร็จตามกำหนด เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอดตาหลับขับตานอนกันอยู่บ้าง จริงไหมคะ

เมื่อรู้ตัวเนิ่นๆ หลายคนเลือกที่จะลดหรือถึงขั้นงดอาหารเย็นไปเลย เพื่อหลีกเลี่ยงอาการง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งนั่นอาจทำให้หมดแรงเอาดื้อๆ วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับการกินอาหารที่จะช่วยให้สดใสได้แม้ต้องอดนอนมาฝาก ลองทำตามวิธีการต่อไปนี้ดูค่ะ

อาหารมื้อเย็นสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้เราอยู่ดึกได้โดยที่ไม่หมดพลัง สำหรับคนที่อดนอน ควรกินอาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าว และ ขนมปัง ในปริมาณน้อย แต่ควรกินอาหารจำพวกปลา ผัก ผลไม้สด ทดแทนในมื้อนี้เพื่อเพิ่มความสดชื่น อย่างไรก็ตามหลังจากกินอาหารเหล่านี้ไปแล้วอาจรู้สึกหิวเร็ว ระหว่างนี้ให้กิน ผลไม้ หรือ โยเกิร์ต

แค่นี้ก็ช่วยรักษาพลังงานของร่างกายให้กระฉับกระเฉง และไม่รู้สึกอ่อนเพลียแล้วค่ะ นอกจากกินถูกวิธี การจัดสรรเวลาให้เหมาะสมก็ช่วยได้นะคะ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ยาแก้ปวด ก็มีอันตราย


ยาแก้ปวด เป็นยาที่นิยมใช้กันบ่อยที่สุด แล้วรู้หรือไม่ว่าถ้าทานเข้าไปบ่อย ๆ อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจจะทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง

นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาดร์ด ศึกษาการทานยาแก้ปวดในผู้หญิง 5,000 คน ได้แก่ ยาแอสไพริน พาราเซตามอล และกลุ่มยาต้านการอักเสบ ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟนหรือนูโรเฟนและนาพรอกเซน พบว่า ผู้หญิงที่กินพาราเซตามอลวันละ 500 มิลลิกรัมขึ้นไป (2-3เม็ด) มีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้นอีกเท่าตัว

การทานยาแก้ปวดบ่อย ๆไม่ดีต่อสุขภาพ ควรหันมาดูแลตัวเอง ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพกันดีกว่านะค๊ะ...